ตามหลักกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติในประเทศไทย การกล่าวหาองคมนตรีหรือพระบรมวงศานุวงศ์ในทางที่ไม่ดี รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้ว่าเป็นการก้าวล่วงหรือชี้นำพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ควรกระทำ ด้วยเหตุผลหลายประการ
1. องคมนตรีและพระบรมวงศานุวงศ์ในทางกฎหมาย แม้ว่าองคมนตรีและพระบรมวงศานุวงศ์จะไม่ได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยตรงเท่ากับพระมหากษัตริย์และพระราชินี แต่การกล่าวหาหรือดูหมิ่นก็ยังอาจเข้าข่ายความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้ ซึ่งเป็นความผิดที่ต้องรับโทษตามกฎหมายอาญาเช่นกัน นอกจากนี้ ในทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณี สถาบันพระมหากษัตริย์และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงในสังคมไทย การกล่าวหาในทางที่ไม่ดีจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

2. การใช้ถ้อยคำชี้นำพระราชวินิจฉัยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การตัดสินพระราชหฤทัยหรือพระราชวินิจฉัยในเรื่องต่างๆ เป็นพระราชอำนาจที่อยู่เหนือการเมืองและข้อโต้แย้งใดๆ ของประชาชน การใช้คำพูดในลักษณะที่เจตนาจะ “โยนหินถามทาง” หรือชี้นำให้พระองค์มีพระราชวินิจฉัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงถือเป็นการไม่เคารพต่อพระราชอำนาจและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
3. กรณีดีลลับ ทักษิณกลับบ้านเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อนสูงและมีการถกเถียงกันในวงกว้าง การนำชื่อขององคมนตรีหรือพระบรมวงศานุวงศ์มาเกี่ยวข้องกับ “ดีลลับ” ทางการเมืองในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเสื่อมเสียพระเกียรติ ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคม และยังอาจถูกตีความว่าเป็นการพยายามสร้างความแตกแยกทางการเมืองโดยดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสรุปการกล่าวหาองคมนตรีหรือพระบรมวงศานุวงศ์ในทางที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ก็ตาม รวมถึงการใช้ถ้อยคำในลักษณะที่อาจเป็นการชี้นำพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ควรทำ อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำที่อาจผิดกฎหมายและไม่เหมาะสมอย่างมากในทางจารีตประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมไทยครับ
