ประเด็นเรื่องการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาในพื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต” หรือ “ช่องบก” ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ 3 ประเทศ ไทย-ลาว-กัมพูชา และผลกระทบต่อแนวเขตแดนทางทะเลนั้น เป็นประเด็นที่มีความจริงและเป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
ความจริงของสถานการณ์:
- พื้นที่ช่องบก (สามเหลี่ยมมรกต): เป็นพื้นที่พิพาททางบกที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ขนาดประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันมาโดยตลอด และเคยมีเหตุปะทะเกิดขึ้นหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 กัมพูชามีการเคลื่อนไหวทางทหารและอ้างสิทธิ์ในพื้นที่นี้อย่างชัดเจน
- การอ้างอิงแผนที่: ปัญหาหลักของข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล มาจากความเห็นที่แตกต่างกันในการตีความสนธิสัญญาและการอ้างอิงแผนที่คนละฉบับ กัมพูชามักอ้างอิงแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสในอดีต ซึ่งบางครั้งแสดงแนวเขตที่ล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยถือเป็นของตน
- ผลกระทบต่อแนวเขตชายฝั่งทะเลและอ่าวไทย:
- ความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์: แม้ช่องบกจะอยู่บนบกในภาคอีสาน แต่การกำหนดแนวเขตแดนทางบกมีผลต่อการลากเส้นฐาน (Baseline) ซึ่งใช้ในการกำหนดเขตแดนทางทะเล (อาณาเขตทางทะเล, เขตต่อเนื่อง, เขตเศรษฐกิจจำเพาะ)
- การอ้างสิทธิ์ทางทะเล: กัมพูชาได้ประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) ซึ่งทับซ้อนกับแนวเขตที่ไทยอ้างสิทธิ์ ทำให้เกิด “พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล” ขนาดใหญ่ในอ่าวไทย การที่กัมพูชาพยายามขยับแนวเขตแดนทางบก โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาท เช่น ช่องบก อาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ทางทะเลที่กว้างขึ้นของกัมพูชาได้
- พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล: ปัจจุบันมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดจากการอ้างสิทธิ์ที่ไม่ตรงกัน มีขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่นี้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ
จะสูญเสียเกาะกูดหรือไม่?
เกาะกูดไม่ได้อยู่ในพื้นที่พิพาททางบกช่องบกโดยตรง และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในปัจจุบันว่าเป็นของตนเองทั้งหมด เกาะกูดเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลที่เชื่อมโยงถึงเกาะกูดมาจาก “พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล” ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะกูด และเป็นพื้นที่ที่กัมพูชาเคยพยายามลากเส้นเขตไหล่ทวีปของตนผ่านเกาะกูดในอดีต ทำให้เกิดความกังวลว่าหากมีการปักปันเขตแดนทางทะเลโดยยึดตามหลักการที่กัมพูชาเสนอ อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของไทยในพื้นที่ทะเลบริเวณใกล้เคียงกับเกาะกูดได้
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเกาะกูดและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล:
- เกาะกูดเป็นของไทย: ตามสนธิสัญญาและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เกาะกูดเป็นของประเทศไทยมาโดยตลอด
- ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล: ปัญหาคือการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกิดจากการที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ไหล่ทวีปที่ไม่ตรงกัน กัมพูชาต้องการเจรจาเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่นี้ ซึ่งรวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติ
- MOU 2544 (หรือ MOU 2001): เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลก่อนที่จะมีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องเจรจากันต่อไป
- ความกังวล: หากไทยเสียเปรียบในการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก อาจส่งผลให้กัมพูชามี “แรงกดดัน” หรือ “ข้ออ้าง” ในการผลักดันการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลของไทยในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ “สูญเสียเกาะกูด”
สรุป:
การอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาในพื้นที่ “ช่องบก” หรือ “สามเหลี่ยมมรกต” เป็นเรื่องจริงและเป็นพื้นที่พิพาททางบกที่ไทยต้องปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่ แม้จะไม่ได้ส่งผลให้เกาะกูดซึ่งเป็นของไทยอยู่แล้วต้องสูญเสียไปโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงหรือการยอมรับแนวเขตแดนทางบกตามการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชา อาจมีนัยยะสำคัญและอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทรัพยากรสูง. ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องทำอย่างรอบคอบและเป็นองค์รวมทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อให้ฝั่งไทยใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ให้กัมพูชาอ้างสิทธิ์ใดๆ ได้อีกต่อไป
ชานบ้านชานเมือง เรียบเรียง
