faith.light.longlivetheking

กิจกรรมติด #longlivetheking และ #แสงเทียนแห่งศรัทธา
กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่หวังว่าจะได้รับการยอมรับจากประชาชนเพื่อนร่วมชาติ โดยประยุกต์จากการจุดเทียนของชาวเกาหลีใต้ ที่สะท้อนถึงความปราถนาอย่างแรงกล้าในการนำมาซึ่งความเป็นธรรมต่างๆ ซึ่งเราได้นำมาปรับใช้ให้แก่ประชาชนชาวไทยเพื่อนร่วมชาติ ได้มองเห็นแสงสว่างในใจที่เคยมี นั้นก็คือ “ศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ” (สถาบันพระมหากษัตริย์) โดยกิจกรรมนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกิจกรรม ดังนี้


- กดติดตาม TikTok ช่อง @faith.light.theking
- ลงภาพนิ่ง หรือ ภาพเคลื่อนไหว โพสต์ลง สื่อโซเชียลมิเดีย เช่น Tiktok โดยติด #longlivetheking และ #แสงเทียนแห่งศรัทธา @แสงเทียนแห่งศรัทธา และหรือ แชร์โลเคชั่นร้านค้าที่ร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างแลนด์มาร์คในโซเชียลมีเดีย ในการร่วมกิจกรรม และให้การสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว และทำให้แสงเทียนแห่งศรัทธานี้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน (โดยสามารถออกแบบภาพนิ่ง หรือ ภาพเคลื่อนไหว ได้ตามจิตนาการ ที่สร้างสรรค์ ในทัศนคติที่ดีต่อสภาบันพระมหากษัตริย์
โอกาสที่คาดหวัง เพื่อเป็นทุนทางสังคมในการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรม
- สร้างในการแสดงความจงรักภักดี ให้กับร้านค้าที่ร่วมรายการ อย่างสร้างสรรค์
- พิมพ์ภาพนิ่ง เพื่อการจัดมุมนิทรรศการเล็กให้แด่ภาพ”แสงเทียนแห่งศรัทธา” ในร้านที่ร่วมรายการ และส่งเสริมให้เป็นมุมร่วมกิจกรรมในโซเชียลมีเดียว TikTok ต่อไป
- ประโยชน์สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม ร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม สามารถนำการกดไลค์ในภาพนิ่ง หรือ ภาพเคลื่อนไหว ที่แชร์โลเคชั่นร้านค้าที่ร่วมรายการดังกล่าว มาเป็นคะแนนสำหรับการจัดปรโมชั่นให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้
- ภาพแสงเทียนแห่งศรัทธาที่ได้รับคัดเลือกมาตีพิมพ์ในเว็ปไซต์ Breakingsoftnews.com และ ได้รับการจัดพิมพ์เป็นโปสการ์ด สามารถให้ทางร้านนำไปจำหน่าย เพื่อเป็นทุนให้กับร้านค้าที่ร่วมกิจกรรม ในการจัดทำกิจกรรมดังกล่าว
- ความคาดหวังในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เมื่อกิจกรรมดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในมุมกว้าง เราจะขยายความคิดนี้ไปทุกจังหวัดของประเทศไทย เพื่อให้ทุกร้านค้าได้มีกิจกรรมดีๆ เพื่อเป็นแสงเทียนแห่งศรัทธา สู่ สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเปรียบประดุจดังศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ ต่อไป
ความรู้พื้นฐานเรื่องโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย
โดยจากเดิมที่ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่การเป็น “พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475
พระราชอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ
ในระบบปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ แต่การใช้พระราชอำนาจนั้นจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พระราชอำนาจจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ได้แก่:
- ฝ่ายนิติบัญญัติ: พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติและทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ
- ฝ่ายบริหาร: พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงครามและทำสนธิสัญญาสันติภาพ
- ฝ่ายตุลาการ: พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและพระราชทานอภัยโทษ
องค์ประกอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากพระมหากษัตริย์แล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:
- พระบรมวงศานุวงศ์: หมายถึงเชื้อพระวงศ์ที่มีความสำคัญตามลำดับชั้น ซึ่งมีบทบาทในพระราชพิธีและพระราชกรณียกิจต่างๆ
- สำนักพระราชวัง: เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการและดูแลงานในพระราชวังต่างๆ
- หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์: เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการถวายความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์
การสืบราชสันตติวงศ์
การสืบราชสมบัติเป็นไปตาม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญคือการสืบราชสมบัติจากพระราชโอรสที่เป็นพระองค์ใหญ่สุดก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญบางฉบับได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอชื่อพระราชธิดาขึ้นสืบราชบัลลังก์ได้ในกรณีที่ไม่มีพระราชโอรส
จากแสงเทียนเล็กๆ ของคนหนึ่งคน สู่ความหวังที่จะทำให้คนไทยกลับมารักสมัครสมานสามัคคีกันอีกครั้ง โครงการนี้ ได้รับการจุดประกายจากผู้หญิงคนหนึ่ง ที่พูดถึงการปฏิวัติประชาชนในเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจ 1 ใน 5 ของเอเซียได้เป็นผลสำเร็จ
โดยลำดับมหาอำนาจในเอเซีย 1 – 10 ได้แก่
ตารางอันดับมหาอำนาจในเอเชีย (เฉพาะประเทศในทวีป)
อันดับ ประเทศ คะแนนอิทธิพลโดยรวม 1 จีน 72.5 2 ญี่ปุ่น 37.5 3 อินเดีย 37.1 4 เกาหลีใต้ 22.1 5 สิงคโปร์ 18.2 6 อินโดนีเซีย 17.6 7 ไทย 13.9 8 มาเลเซีย 13.0 9 เวียดนาม 12.0 10 ปากีสถาน 11.2
หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงจาก The Asia Power Index ประจำปี 2023 โดยสถาบันโลวี
การปฏิวัติประชาชนในเกาหลีใต้ ยึดหลักเพื่อก้าวไปสู่ธรรมาภิบาลของชาติ ยึดความยุติธรรม ความสุจริตเป็นเป้าประสงค์ของคนทั้งชาติ และนั้นทำให้เราควรตระหนักถึงความยุติธรรมในใจของเรา ความเที่ยงธรรม และมีวินัยของชาวเกาหลีใต้ แม้ว่าระหว่างชาวเกาหลีใต้กับชาวไทย จะมีมุมมองต่อกันและกันไม่สู่ดีนัก แต่เชื่อเถอะว่า ที่ชาวเกาหลีใต้มองชาวไทยแบบนั้น ก็เพราะความถดถอยในด้านศีลธรรม และความซื้อสัตย์สุจริต ที่สังคมไทยขาดแคลน
เกาหลีใต้มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านความยุติธรรมและความโปร่งใสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี 1987 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายและปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อไป
ความยุติธรรม (Justice)
- ระบบกฎหมายและตุลาการ: ศาลรัฐธรรมนูญและศาลสูงสุดของเกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น การตัดสินว่ากฎหมายห้ามชุมนุมในเวลากลางคืนขัดต่อรัฐธรรมนูญ (ปี 2009) และการยกฟ้องหญิงที่ต่อสู้เพื่อป้องกันตัวจากการข่มขืน (ปี 2023) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตีความกฎหมายที่สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น
- การปฏิรูปกฎหมาย: มีการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรมในอดีต เช่น กฎหมาย Kim Young Ran ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการทุจริตและการให้สินบน นอกจากนี้ยังมีระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในคดีอาญา (Citizen Participation in Criminal Trials) ตั้งแต่ปี 2008 เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
- ความท้าทาย: แม้จะมีความก้าวหน้า แต่ระบบยุติธรรมของเกาหลีใต้ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็น เช่น การลงโทษที่เบาเกินไปสำหรับผู้มีอำนาจและอภิสิทธิ์ชน (Chaebol) และประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการยุติธรรม
ความโปร่งใส (Transparency)
- การต่อต้านการทุจริต: เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง โดยมีคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมือง (ACRC) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและตรวจสอบ ซึ่งทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด
- บทบาทของภาคประชาสังคมและสื่อ: ภาคประชาสังคมมีบทบาทอย่างแข็งขันในการตรวจสอบและเปิดโปงการทุจริต รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังมีอิสระในการนำเสนอข่าวและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม
- การเปิดเผยข้อมูล: รัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ให้ความคุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยศาลได้ให้การสนับสนุนสิทธิดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกฎหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล
โดยสรุปแล้ว ความยุติธรรมและความโปร่งใสในสังคมเกาหลีใต้เป็นผลมาจากการต่อสู้ทางสังคมและประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัญหาที่ต้องเผชิญ แต่กลไกทางกฎหมาย องค์กรอิสระ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
การปฏิวัติประชาชนในเกาหลีใต้ไม่ใช่เหตุการณ์เดียว แต่เป็นชุดของการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายทศวรรษเพื่อต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารและเรียกร้องประชาธิปไตย โดยมีเหตุการณ์สำคัญหลายครั้งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ✊🇰🇷
การปฏิวัติ 19 เมษายน (April Revolution) 1960
เป็นการลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนที่ประท้วงการทุจริตและการเลือกตั้งที่สกปรกของประธานาธิบดี อี ซึง-มัน (Syngman Rhee) การประท้วงครั้งนี้รุนแรงขึ้นเมื่อตำรวจใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์นี้บีบให้ประธานาธิบดีอี ซึง-มัน ต้องลาออกและลี้ภัยออกจากประเทศ นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของประชาชนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
การลุกฮือที่กวางจู (Gwangju Uprising) 1980
หลังจากการลอบสังหารประธานาธิบดี พัก จอง-ฮี ในปี 1979 นายพล ชอน ดู-ฮวาน ได้ทำรัฐประหารและประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ การลุกฮือครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่เมืองกวางจู เมื่อนักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของทหารอย่างสันติ แต่กลับถูกทหารใช้กำลังปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุด
การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเดือนมิถุนายน (June Democracy Movement) 1987
เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสูงสุดของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศที่นำโดยนักศึกษาและคนทำงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง เหตุการณ์นี้ได้รับแรงกระตุ้นจากการเสียชีวิตของนักศึกษา พัก จง-ชอล ที่ถูกทรมานจนตายในระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และการประท้วงได้ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของ ชอน ดู-ฮวาน ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ท้ายที่สุดจึงต้องยอมรับข้อเรียกร้องของประชาชนและประกาศ “ประกาศ 29 มิถุนายน” ซึ่งเป็นการยอมรับที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงและปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของเกาหลีใต้ในที่สุด
Coup(?) in South Korea: How did it happen? Has it ever happened ? #PointofNews
วิดีโอนี้อธิบายบริบททางการเมืองและการรัฐประหารในเกาหลีใต้ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการต่อสู้ของประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
ที่มาของการปฏิวัติประชาชนในเกาหลีใต้
การปฏิวัติแสงเทียนในเกาหลีใต้: สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
“การปฏิวัติแสงเทียน” (Candlelight Revolution) เป็นชื่อเรียกการชุมนุมประท้วงอย่างสันติของประชาชนเกาหลีใต้ โดยใช้ เทียน เป็นสัญลักษณ์หลักในการแสดงออกถึงการต่อต้านความอยุติธรรมและการคอร์รัปชันทางการเมือง การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เป็นการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และมีพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ
ที่มาและความสำคัญ
การประท้วงด้วยเทียนเริ่มต้นขึ้นในปี 2002 จากกรณีรถหุ้มเกราะของทหารสหรัฐฯ ชนนักเรียนหญิงชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต การตัดสินให้ทหารผู้ก่อเหตุพ้นผิดจุดประกายความไม่พอใจในหมู่ประชาชน ทำให้มีการนัดรวมตัวกันผ่านโลกออนไลน์เพื่อประท้วงอย่างสันติด้วยการจุดเทียน แสงเทียนที่ริบหรี่แต่เมื่อรวมกันเป็นจำนวนมากก็สร้างความสว่างไสว ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังของประชาชนที่ไร้ซึ่งอำนาจแต่มีอุดมการณ์ร่วมกัน
การประท้วงที่โดดเด่น
- การประท้วงปี 2008 (คัดค้านเนื้อวัวสหรัฐฯ): ประชาชนจำนวนมากออกมาจุดเทียนประท้วงเพื่อคัดค้านการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะกลับมานำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง หลังจากการระบาดของโรคในวัว
- การประท้วงปี 2016–2017 (โค่นล้มประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย): นี่คือการปฏิวัติแสงเทียนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การประท้วงนี้เกิดขึ้นจากข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชันและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย ประชาชนนับล้านคนทั่วประเทศออกมาจุดเทียนเรียกร้องให้เธอลาออก และเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง
ลักษณะเด่นของการปฏิวัติแสงเทียน
- สันติวิธี: ผู้ชุมนุมใช้สัญลักษณ์แห่งความสันติอย่างเทียนแทนอาวุธหรือความรุนแรง ซึ่งทำให้การประท้วงได้รับการยอมรับในวงกว้างและลดการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่
- การมีส่วนร่วมของประชาชน: การประท้วงมีผู้เข้าร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่จำกัดแค่กลุ่มนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปและผู้สูงอายุที่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีต
- สร้างแรงกดดันทางการเมือง: การรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมหาศาลภายใต้แสงเทียนได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาล จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญอย่างการถอดถอนประธานาธิบดี และเป็นเครื่องยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
