พัฒนาการทางการเมืองการปกครองของสยาม ในช่วง รัชกาลที่ 5 – 7 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ยุครัชสมัยรัชกาลที่ 5
1. ทรงจัดการระบบราชการภายในสำนักพระราชวัง โดยทรงเปลี่ยนแปลงกฏมลเฑียรบาล เช่น
– การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
การยกเลิกตำแหน่งวังหน้า (พระมหาอุปราช)
ตามธรรมเนียมเดิม การสืบราชสมบัติไม่ได้มีการกำหนดที่ชัดเจน แต่จะใช้วิธี “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” คือให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันพิจารณาเลือกผู้สืบราชสมบัติ ซึ่งมักจะมีการแต่งตั้ง “วังหน้า” หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นตำแหน่งรัชทายาท
หลังจากที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้าในรัชกาลที่ 5) ทิวงคตในปี พ.ศ. 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าตำแหน่งนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในอนาคต จึงทรง ประกาศยกเลิกตำแหน่งวังหน้า อย่างเป็นทางการ ทำให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเป็นวังหน้าพระองค์สุดท้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
2. การสถาปนาตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร”
เพื่อป้องกันปัญหาการสืบราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นแทนตำแหน่งวังหน้า โดยทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกในปี พ.ศ. 2429 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระบบการสืบราชสมบัติจากเดิมมาเป็นแบบ “พระราชโอรสองค์ใหญ่” หรือ “สิทธิของบุตรหัวปี” (Primogeniture) ตามแบบตะวันตก ซึ่งให้ความสำคัญกับการสืบสายตรงจากพระมหากษัตริย์โดยมีลำดับการสืบทอดที่แน่นอน
3. มีการปรับเปลี่ยนกฎมณเฑียรบาลหลายประการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการปกครองที่ทันสมัยขึ้น โดยเฉพาะการ ยกเลิกธรรมเนียมการหมอบกราบ เมื่อเข้าเฝ้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการปฏิรูปที่สำคัญ
4. การปฏิรูปการปกครอง
รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครองโดยมีเป้าหมายหลักคือการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางและจัดระบบบริหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้:
5.การยกเลิกระบบจตุสดมภ์และตั้งกระทรวง: ทรงยกเลิกระบบการบริหารแบบเก่าที่เรียกว่า “จตุสดมภ์” และเปลี่ยนมาจัดตั้ง 12 กระทรวง ขึ้นในปี พ.ศ. 2435 โดยแต่ละกระทรวงมีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เช่น กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการคลัง เป็นต้น การตั้งกระทรวงนี้เป็นการรวมอำนาจจากเดิมที่กระจายอยู่ในกรมต่างๆ เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง
6. การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค (การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล): ทรงยกเลิกระบบหัวเมืองเดิมที่แบ่งการปกครองออกเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และเมืองประเทศราช แล้วจัดตั้งเป็นระบบ มณฑลเทศาภิบาล ขึ้นมาแทน โดยมีการแต่งตั้งข้าหลวงเทศาภิบาลจากส่วนกลางไปปกครองแต่ละมณฑล ทำให้การบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลางอย่างใกล้ชิด
7. การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น: เริ่มมีการจัดตั้ง สุขาภิบาล เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 โดยเริ่มที่สุขาภิบาลกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารท้องถิ่นที่คล้ายเทศบาลในปัจจุบัน ถือเป็นการปูทางไปสู่การกระจายอำนาจและการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น
8. การปฏิรูปกองทัพ: ทรงปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารของกองทัพให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก มีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก โรงเรียนนายเรือ และตราพระราชบัญญัติ การเกณฑ์ทหาร เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2448 เพื่อสร้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพและเป็นของชาติ
9. การปฏิรูปการศาลและกฎหมาย: ทรงพยายามปฏิรูปการศาลให้ดีขึ้น มีการจัดตั้งศาลรับสั่ง และต่อมาได้มีการจัดตั้ง กระทรวงยุติธรรม ขึ้นในปี พ.ศ. 2434 เพื่อรวมอำนาจการพิจารณาคดีความจากกรมต่างๆ มาไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้การยุติธรรมมีความเป็นเอกภาพและมาตรฐานมากขึ้น
10. การรวมแว่นแคว้น
นโยบายการรวมแว่นแคว้นหรือการรวมชาติให้เป็นปึกแผ่นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างรัฐชาติไทยที่ทันสมัยและมั่นคง:
11. รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง: การปฏิรูปการปกครองทั้งหมด โดยเฉพาะการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อ ดึงอำนาจจากหัวเมืองและประเทศราชต่างๆ เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง ซึ่งเดิมมีอำนาจปกครองตนเองสูง ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น
12. การผนวกรวมดินแดน: ทรงดำเนินนโยบายผนวกรวมดินแดนต่างๆ ที่เคยเป็นประเทศราชหรือมีสถานะกึ่งอิสระ เช่น ล้านนา (ภาคเหนือ), หัวเมืองลาว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), และหัวเมืองมลายู เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยามอย่างสันติวิธีและค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการส่งข้าหลวงไปกำกับดูแลและจัดระบบบริหารให้เหมือนกับหัวเมืองอื่นๆ ในราชอาณาจักร
13. การป้องกันการคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตก: การรวมแว่นแคว้นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการรักษาเอกราชของสยามจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก การสร้างรัฐชาติที่แข็งแกร่งและมีเอกภาพ จะช่วยลดข้ออ้างที่มหาอำนาจจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน หรือแบ่งแยกดินแดนออกไปได้ยากขึ้น
14. การกำหนดเขตแดนที่ชัดเจน: ในช่วงเวลานี้ สยามต้องเผชิญกับการรุกคืบของอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้ต้องมีการทำสนธิสัญญาเพื่อกำหนด เขตแดนของประเทศที่ชัดเจน แม้จะต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนไป แต่ก็เป็นการรักษาดินแดนส่วนใหญ่และเอกราชของชาติไว้ได้
การปฏิรูปและการรวมแว่นแคว้นเหล่านี้ทำให้สยามก้าวสู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีอำนาจรวมศูนย์ และมีเอกภาพของดินแดนมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ยังมีการออกกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมเนียมในราชสำนักเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบมากขึ้น เช่น การแต่งกาย ที่เหมาะสมเมื่อเข้าเฝ้าในพระราชฐาน
15. การออกกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467
แม้ว่ารัชกาลที่ 5 จะทรงเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการสืบราชสมบัติ แต่กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สมบูรณ์ได้มีการประกาศใช้ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรา “กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467” ขึ้น ซึ่งเป็นการประมวลและบัญญัติหลักเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์ให้เป็นไปตามแนวทางที่รัชกาลที่ 5 ทรงวางไว้ เพื่อให้เป็นกฎหมายหลักสำหรับการสืบราชสมบัติของไทยมาจนถึงปัจจุบัน
การปรับปรุงกฎมณเฑียรบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นการปฏิรูปที่สำคัญและมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการยกเลิกธรรมเนียมการหมอบกราบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเปลี่ยนแปลงระบบการสืบราชสมบัติเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์และประเทศชาติ
ทั้งนี้ หากมองดูการทรงงานของรัชกาลที่ ๖ จะเห็นได้ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อประชาชนชาวสยาม จนถึงชาวไทยในปัจจุบัน เช่น
1. การปฏิรูปสังคม
การปฏิรูปสังคมในยุคนี้เน้นการสร้างความเป็น “ชาติ” และการปลูกฝังจิตสำนึกในความเป็นคนไทยที่ทันสมัย:
2. การสร้างชาตินิยม: รัชกาลที่ 6 ทรงริเริ่มแนวคิด “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ให้เป็นอุดมการณ์หลักของชาติ ทรงใช้สื่อต่างๆ เช่น บทความ หนังสือพิมพ์ และบทละคร เพื่อปลูกฝังความรักชาติ และความสามัคคีในหมู่ประชาชน นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งกอง เสือป่า เพื่อฝึกฝนพลเรือนให้มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจในการเป็นกำลังสำรองของชาติ และจัดตั้ง ลูกเสือ เพื่ออบรมเยาวชนให้มีความรักชาติ
3. การกำหนดนามสกุล: ในปี พ.ศ. 2456 ทรงออก พระราชบัญญัติขนานนามสกุล บังคับให้คนไทยทุกคนต้องมีนามสกุล ทำให้สามารถตรวจสอบลำดับวงศ์ตระกูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และถือเป็นการยกสถานะประชาชนให้มีเกียรติเท่าเทียมกันมากขึ้น
4. การเปลี่ยนธงชาติ: ทรงเปลี่ยนธงชาติจากธงช้างเผือกมาเป็น ธงไตรรงค์ ในปี พ.ศ. 2460 ซึ่งประกอบด้วย 3 สี คือ สีแดง (ชาติ), สีขาว (ศาสนา) และสีน้ำเงิน (พระมหากษัตริย์) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดหลักของชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติที่ทันสมัย
5. การส่งเสริมวัฒนธรรม: ทรงส่งเสริมให้มีการใช้ภาษาไทยที่เป็นมาตรฐาน และสนับสนุนให้ประชาชนมีการแต่งกายที่ทันสมัยแบบสากล รวมถึงทรงออก พระราชบัญญัติประถมศึกษา ในปี พ.ศ. 2464 เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง
6.การปฏิรูปการเมืองการปกครอง
การปฏิรูปการเมืองในยุคนี้เน้นการสร้างพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และการพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น:
7. การพัฒนาการปกครองส่วนกลาง: ทรงจัดตั้ง กรมต่างๆ เพิ่มเติมในกระทรวงเพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทรงเริ่มแนวคิดการจัดตั้ง คณะองคมนตรี เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์
5. การพัฒนาการปกครองท้องถิ่น: ทรงริเริ่มให้มีการทดลองการปกครองแบบ ประชาธิปไตยจำลอง ที่ “ดุสิตธานี” โดยทรงให้ประชาชนและข้าราชการได้ฝึกการใช้ชีวิตร่วมกันและปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นต้นแบบและให้ความรู้แก่คนไทยเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบใหม่
6. การวางรากฐานระบอบประชาธิปไตย: แม้จะยังคงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ แต่รัชกาลที่ 6 ทรงเริ่มเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยผ่านบทความและบทละครต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนเข้าใจการปกครองแบบใหม่ในอนาคต
การปฏิรูปในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากยุคที่เน้นการพัฒนาทางกายภาพ (สาธารณูปโภค) มาสู่การพัฒนาทางจิตสำนึกและการสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันของคนในชาติ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) การเมืองการปกครองของสยามอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและแรงต่อต้านจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางส่วน แต่การมีพัฒนาการทางการเมืองการปกครองสำคัญๆ ดังนี้
1. การปฏิรูปการเมืองการปกครอง 🏛️
รัชกาลที่ 7 ทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการปกครองเพื่อให้ทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น โดยมีพระราชดำริสำคัญดังนี้:
2. การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ: ภายหลังการขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2468 พระองค์ต้องทรงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จึงทรงดำเนินการปรับปรุงระบบการคลังอย่างจริงจัง รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายในราชสำนักและรัฐบาล
3. การจัดตั้งองค์กรที่ปรึกษา: ทรงตั้ง อภิรัฐมนตรีสภา และ เสนาบดีสภา ขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นสมาชิก แม้จะเป็นการรวมอำนาจไว้ในกลุ่มชนชั้นนำ แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้มีประสิทธิภาพ
4. การศึกษาแนวคิดประชาธิปไตย: รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงพระราชดำริว่าสยามควรเปลี่ยนไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยและทรงศึกษาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง
5. การวางรากฐานรัฐธรรมนูญ 📜
รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์แน่วแน่ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ โดยทรงมีพระราชดำริและดำเนินการดังนี้:
6. การให้ร่างรัฐธรรมนูญ: ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์) และพระยาศรีวิสารวาจาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ซึ่งแม้จะยังคงหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ แต่ก็มีการกำหนดให้มีนายกรัฐมนตรีและสภาขึ้น
7. ความขัดแย้งในการพระราชทาน: แม้ว่าจะมีร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แต่การตัดสินใจที่จะประกาศใช้กลับต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจาก อภิรัฐมนตรีสภา ที่มองว่าประชาชนยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองยังไม่เกิดขึ้น
8. แต่รัฐธรรมนูญที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้: ในที่สุด ก็เป็นเพียงรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475” ก็ถูกประกาศใช้หลังการปฏิวัติโดยคณะราษฎรในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยรัชกาลที่ 7 ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดและทรงเห็นแก่ความสงบสุขของประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าคณะราษฎร เป็นแม่บทของการทุจริตคอรัปชั่น ตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับชาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ข้อมูลอ้างอิงจาก https://library.stou.ac.th/2024/03/prajadhipok-abdication-2-mar-2477/

มูลเหตุแห่งการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. 2468 พระองค์ทรงวางแนวทางที่จะนำประเทศไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างมีแบบแผน ด้วยการสร้างระบบจากฐานรากที่แข็งแกร่ง ทั้งแนวพระราชดำริการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาล และการเมืองการปกครองส่วนกลางแบบรัฐสภา นอกจากนี้ ทรงพระราชดำริให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย จำนวน 2 ฉบับ แต่การพระราชทานมิได้เกิดขึ้น เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัชกาลที่ 7 ทรงรับเป็นกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญและได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
พ.ศ. 2476 เสด็จประพาสยุโรป สู่การสละราชสมบัติ
ภายหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังเกิดความวุ่นวายและขัดแย้งภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง การเกิดกบฎบวรเดช เดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 เป็นสาเหตุสำคัญอีกหนึ่งประการที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยเสด็จประพาสยุโรป เพื่อทรงหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่พระมหากษัตริย์จะทรงถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและเพื่อแสดงความเป็นกลาง อีกส่วนหนึ่งเพื่อทรงรับการรักษาพระเนตรที่ประชวรเป็นต้อกระจก และเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ โดยเสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศในพระราชสถานะพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก ในการนี้ได้แต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

พระราชดำรัสทรงอำลาราษฎรชาวสยาม
ก่อนที่จะเสร็จพระราชดำเนินเพียงหนึ่งวัน ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2476 ทรงมีกระแสพระราชดำรัสทางวิทยุกระจายเสียงแก่ประชาชน และถือเป็นกระแสพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายที่ทรงมีแก่ราษฎร ความตอนหนึ่งว่า

“…เป็นความจำเป็นเพื่อการรักษาร่างกายของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะได้ถือโอกาสเจริญทางพระราชไมตรีกับนานาประเทศให้สนิทสนมยิ่งขึ้นด้วย ข้าพเจ้าทราบตระหนักในความยากลำบากทางการบ้านเมืองซึ่งมีอยู่ในเวลานี้ แต่ข้าพเจ้ามีความไว้วางใจในคณะรัฐบาลซึ่งมีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้อย่างเต็มที่ และสภาผู้แทนราษฎรกับประชาชนทั้งหลาย
…ข้าพเจ้าขอให้ประชาชนพลเมืองทั้งหลาย จงได้รักษาความสงบและความสามัคคีไว้ให้มั่นคง ในยามยากจนเนื่องด้วยโภคกิจตกต่ำนี้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ชนทุกเหล่า ทุกคณะ จะขวนขวายหาทางบรรเทาทุกข์ของตน ๆ แต่ในการกระทำทั้งนี้ ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ลืมคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือ สันติสุขของชาติบ้านเมืองเรา”
มูลเหตุแห่งการสละราชสมบัติ
ความไม่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 7 ที่มีต่อรัฐบาลเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีหลายกรณีที่ทรงเห็นว่าไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยและจำกัดสิทธิเสรีภาพ ระหว่างที่ประทับอยู่ต่างประเทศ ทรงมีข้อราชการติดต่อกับทางรัฐบาลผ่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมาโดยตลอด แต่ไม่อาจบรรลุข้อตกลงใด ๆ ได้
เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2477 ขณะประทับอยู่ที่กรุงปารีส พระองค์ได้พระราชทานพระราชบันทึกข้อข้องพระทัย 2 ฉบับ แก่พลเรือโทพระยาราชวังสัน (ศรี กมลนาวิน) อัครราชทูต ผู้เป็นคนกลางประสานไปยังพลเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ หากประสงค์จะให้ทรงครองราชสมบัติต่อไป พระราชบันทึกนั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองกับรัฐบาลคณะราษฎรได้อย่างชัดเจน โดยพระองค์ทรงมีข้อข้องพระทัยและข้อทรงแนะนำต่อรัฐบาลในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
- กรณีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 โดยรัฐบาลแต่งตั้งพวกพ้องเข้าเป็นสมาชิก
- ทรงขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญ เพราะวิธีการขัดกับหลักเสรีภาพในร่างกายของประชาชน และควรชำระความไต่สวนนักโทษการเมืองอย่างเปิดเผยในศาลหลวง
- กรณีภาษีมรดก ทรงขอให้มีบทยกเว้นพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์เฉพาะส่วนที่ได้รับต่อกันมาทางสืบสันตติวงศ์
- กรณีรัฐบาลตัดกำลังและงบประมาณทหารรักษาวัง
- กรณีสิทธิเสรีภาพของสื่อ ทรงขอให้รัฐบาลให้เสรีภาพในการพูด การเขียน การโฆษณา ซึ่งเหตุมากจากการที่หนังสือพิมพ์ถูกปิด
- กรณีการอภัยโทษแก่นักโทษการเมือง ทรงเสนอว่าควรมีการอภัยโทษเพื่อความสงบแก่บ้านเมืองในระยะยาว
ต่อมาวันที่ 12 เดือนธันวาคม 2477 คณะผู้แทนรัฐบาลโดยมีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นหัวหน้าคณะ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายดิเรก ชัยนาม ซึ่งรัฐบาลเห็นว่า เป็นผู้ที่ทรงรู้จักดีและไว้วางพระราชหฤทัย เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ เป็นครั้งแรก ณ ประเทศอังกฤษ เพื่อกราบบังคมทูลชี้แจงเพื่อโน้มน้าวให้ทรงล้มเลิกพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ และทูลเชิญเสด็จนิวัติสยาม การเจรจากับรัฐบาลดำเนินอยู่นานกว่า 5 เดือน และคณะผู้แทนได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อเจรจาถึง 6 ครั้ง แต่กลับไม่บรรลุผล รัฐบาลปฏิเสธข้อทรงแนะนำและคำขอร้องในบางประการ โดยยืนยันที่จะรักษาความศักดิสิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญไว้
2 มีนาคม 2477 ทรงประกาศสละราชสมบัติ
รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นว่าไม่สามารถประสานกับรัฐบาลเพื่อบรรลุประโยชน์แก่ปวงชนได้ รัฐบาลมิได้ดำเนินตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมิยอมให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชน จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เวลา 13.45 น. ณ พระตำหนักโนล ตำบลแครนลีย์ ประเทศอังกฤษ
ในวันเดียวกันนั้น เวลา 16.30 น. ม.ร.ว. สมัครสมาน กฤดากร เป็นผู้เชิญพระราชหัตถเลขาของรัชกาล ที่ 7 มามอบให้กับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ผู้แทนรัฐบาล ณ สถานฑูตสยาม กรุงลอนดอน
พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ
พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ทรงพระอักษรด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์ ความยาว 6 หน้า ทุกหน้าของหัวกระดาษด้านบนประทับด้วยพระปรมาภิไธยย่อ “ปปร” และหน้าที่ 6 ซึ่งเป็นหน้าสุดท้าย ทรงลงพระปรมาภิไธยว่า “ประชาธิปก ปร.” ถือเป็นเอกสารชั้นต้น หรือเอกสารปฐมภูมิ (Primary sources) ที่ทรงคุณค่ายิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งทรงระบุเหตุผลแห่งการสละราชสมบัติ โดยมีสาระความสำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้






ส่วนที่หนึ่ง ทรงเขียนถึงปัญหาและข้อขัดข้องต่าง ๆ จากการปกครองของรัฐบาลที่ขัดต่อหลักเสรีภาพและความยุติธรรม อาทิ (1) ปัญหาที่รัฐบาลได้แต่งตั้งพวกพ้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 แทนการเลือกตั้ง และไม่ได้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงพิจารณาก่อน (2) การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อการออกพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ และ (3) การตั้งศาลพิเศษเพื่อตัดสินคดีการเมือง (4) รวมทั้งการปราบปรามกบฏบวรเดช ในปี พ.ศ. 2476 ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินคดีความกับคณะกู้บ้านเมืองหรือกบฏบวรเดช โดยไม่ได้ดำเนินการตามที่พระองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ให้มีการอภัยโทษทั้งหมด เป็นต้น ตามที่ปรากฎในหน้าที่ 1-4 พระองค์ได้กล่าวถึงบทสรุปมูลเหตุแห่งการสละราชสมบัติ ไว้ดังนี้
“…ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้…”
ส่วนที่ 2 เป็นคำประกาศสละราชสมบัติ (ใจความสำคัญซึ่งปรากฎในหน้า 5 และ หน้า 6)
“…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…
…และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เปนอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าในฐานที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของ ข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์…”
ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติพระองค์มิได้ทรงระบุพระนามเจ้านายพระองค์ใดเป็นผู้ที่สมควรสืบพระราชสันตติวงศ์ เพื่อพระราชทานวโรกาสให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และทรงกลับไปใช้พระนามและพระราชอิสริยยศเดิม คือ “สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา”
พระบรมราชโองการแก่คณะรัฐบาลหลังทรงสละราชสมบัติ
7 มีนาคม พ.ศ. 2477 พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้ส่งโทรเลขจากกรุงเทพฯ ถึง พระยาสุพรรณสมบัติ อัครราชทูตสยามประจำกรุงลอนดอน เพื่อให้นำความกราบบังคมทูล ความตอนหนึ่งดังนี้
“…รัฐบาลได้รับสำเนาพระราชหัตถเลขา ทรงสละราชสมบัติแล้วด้วยความโทมนัส…สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบในการอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นทรงราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป ตามความในมาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญ…รัฐบาลขอถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก และสมเด็จพระบรมราชินีรำไพพรรณี ขอให้คงทรงพระสำราญอยู่ต่อไป…”

12 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตอบกลับรัฐบาลผ่านอัครราชทูตสยาม ความตอนหนึ่งว่า
“…ขอบใจรัฐบาลที่ได้แสดงความหวังดีมา ข้าพเจ้ามีความเสียใจที่ข้าพเจ้าและรัฐบาลไม่สามารถจะตกลงกันได้ ในปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเรามีความเห็นแตกต่างกัน ข้าพเจ้าขอให้รัฐบาลมั่นใจว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความรู้สึกโกรธขึ้งและแค้นเคือง เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเลย และขอให้คณะรัฐบาลจงบรรลุความสำเร็จ“

ข่าวทรงสละราชสมบัติในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่
ตลอด ระยะเวลา 9 ปีที่ทรงดำรงสิริราชสมบัติ พระองค์ได้ทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะพัฒนาระบอบการเมืองและการปกครองของประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพื่อให้เท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษอย่างเรียบง่ายแบบสามัญชน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระประยูรญาติ และข้าราชบริพารดั้งเดิมในพระองค์จำนวนไม่มาก โดยมิได้เสด็จนิวัติประเทศไทยอีกเลย จนเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยวาย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพขึ้น ณ ฌาปนสถานโกลเดอร์สกรีน (Golders Green) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน
ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
- พระชนมชีพรัชกาลที่ 7 หลังทรงสละราชสมบัติ
- STOU Storian Podcast EP.14 พระประเกล้าฯ ราชันผู้ทรงสละราชสมบัติ
- บทความ 130 เรื่องของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 : 130 ปี ประชาธิปก
- ประกาศพิเศษ เรื่อง คำแถลงการณ์ของรัฐบาล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ
- ประกาศ สภาผู้แทนราษฎรรับทราบในการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติและลงมติเห็นชอบในการอัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์
- ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง สภาผู้แทนราษฎรรับทราบในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ และเรื่องลงมติเห็นชอบในการอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ขึ้นทรงราชย์
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2536). พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง.
พฤทธิสาณ ชุมพล, ม.ร.ว. (ม.ป.ป.). การทรงเจรจากับรัฐบาลถึงเงื่อนไขหากจะให้ทรงอยู่ในราชสมบัติต่อไป. สถาบันพระปกเกล้า. http://wiki.kpi.ac.th
พรสรรค์ วัฒนางกูร. (ม.ป.ป.). การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๓๔. สถาบันพระปกเกล้า. http://wiki.kpi.ac.th
ผู้เรียบเรียง
รัชกร คงเจริญ บรรณารักษ์ สำนักบรรณสารสนเทศ มสธ.
ร้อยเรียงเรื่องราวสู่บทความ 130 เรื่องของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร และพระราชนิยม
ผลงานและเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 อันเป็นผลผลิตของโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้พระปกเกล้าศึกษาสู่ชุมชน
เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 8 พฤศจิกายน
