หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายต่างๆ ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คุณสามารถอ้างอิงมาตราที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตราหลักๆ ดังนี้
- มาตรา 77 (หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ):
- เป็นมาตราที่สำคัญที่สุดและครอบคลุมที่สุดในเรื่องนี้ มาตรา 77 วรรคสอง ระบุว่า: “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน”
- หากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่เกิดขึ้นจริง หรือไม่ทั่วถึง ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ประชาชนสามารถอ้างอิงมาตรานี้ได้โดยตรง
- มาตรา 58 (หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ):
- มาตรานี้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของรัฐหรือการอนุญาตให้ผู้อื่นดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชน
- มาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนดำเนินการ และต้องเปิดเผยข้อมูลและมีมาตรการเยียวยาหากมีการกระทบสิทธิ
- แม้จะไม่ได้ระบุถึง “ร่างกฎหมาย” โดยตรง แต่ก็เป็นหลักการกว้างๆ ที่เน้นการรับฟังความคิดเห็นในกรณีที่การดำเนินการของรัฐจะส่งผลกระทบต่อประชาชน
- มาตรา 51 (หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ):
- มาตรานี้เป็นสิทธิของประชาชนโดยรวมในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการได้รับแจ้งข้อมูลที่ครบถ้วน
- “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล ข่าวสาร และคำชี้แจงจากหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ในเรื่องการดำเนินงานของหน่วยงานดังกล่าว เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความลับราชการ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ”
- แม้จะไม่ตรงกับ “ร่างกฎหมาย” เป๊ะ แต่ก็สามารถเชื่อมโยงได้ว่าการเข้าถึงร่างกฎหมายและการให้ความเห็นเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสาร
- มาตรา 258 ค. (รัฐธรรมนูญหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ):
- เป็นมาตราที่กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย
- มาตรา 258 ค. (2) (ข) กำหนดให้การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายต้อง “จัดให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการนิติบัญญัติ
- หากกลไกดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพ หรือประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลือในการใช้สิทธิตรงนี้ ก็สามารถอ้างอิงมาตรานี้ได้
- มาตรา 178 (หมวด 8 คณะรัฐมนตรี – ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญา):
- แม้จะเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ แต่ก็มีหลักการเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
- วรรคสองระบุว่า “ให้รัฐออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นก่อนการดำเนินการดังกล่าว” (หมายถึงการทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือต้องมีการออกกฎหมายเพื่อปฏิบัติตาม)
- แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่จะมีผลกระทบ
สรุป:
มาตราที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถอ้างอิงได้โดยตรงคือ มาตรา 77 วรรคสอง ซึ่งบังคับให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและเปิดเผยผลการรับฟังต่อประชาชนในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ อาจอ้างอิง มาตรา 58 (ในกรณีที่ร่างกฎหมายนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม หรือส่วนได้เสียสำคัญ) และ มาตรา 258 ค. (หากเกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนไม่มีกลไกช่วยเหลือในการเสนอร่างกฎหมาย) เพื่อเสริมความเข้มแข็งของข้อโต้แย้ง
สิทธิประชาชนในรัฐธรรมนูญ: เสียงที่ถูกมองข้ามในการออกกฎหมาย
ในระบอบประชาธิปไตย หลักการสำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งกฎหมายที่ออกมาจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติสิทธิและหน้าที่ของรัฐในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงและการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายกลับยังคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประชาชนจำนวนมาก ทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอาจยังไม่ถูกเติมเต็มอย่างแท้จริง
เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ: การรับฟังเสียงประชาชน
รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยิ่ง มาตราสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ มาตรา 77 วรรคสอง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า:
“ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน“
มาตรานี้เป็นหลักประกันว่าทุกร่างกฎหมายต้องผ่านกระบวนการรับฟังเสียงจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การออกกฎหมายเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด นอกจากนี้ มาตรา 58 ยังเสริมหลักการนี้ในกรณีที่การดำเนินงานของรัฐอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน โดยกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและเปิดเผยข้อมูลก่อนดำเนินการใดๆ
ความจริงในทางปฏิบัติ: ช่องว่างของการมีส่วนร่วม
แม้รัฐธรรมนูญจะวางกรอบไว้ชัดเจน แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลและการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย:
- ขาดการรับรู้และเข้าถึงข้อมูล: ประชาชนมักไม่ทราบว่ามีร่างกฎหมายใดบ้างที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา และจะหาข้อมูลได้จากที่ใด ช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลอาจไม่ทั่วถึงหรือซับซ้อนเกินไปสำหรับคนทั่วไป
- ช่องทางการแสดงความคิดเห็นไม่เอื้ออำนวย: บางครั้งช่องทางที่รัฐจัดให้ เช่น การประชุมรับฟังความคิดเห็นในกรุงเทพฯ หรือในบางจังหวัด อาจไม่สะดวกสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หรือรูปแบบการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์อาจไม่เอื้อต่อผู้ที่ไม่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี
- ความรู้สึกว่าเสียงไม่มีน้ำหนัก: ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าแม้จะแสดงความคิดเห็นไปแล้ว เสียงของพวกเขาอาจไม่ได้รับการนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง หรือไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงร่างกฎหมายนั้นๆ
- ความซับซ้อนของภาษาและกระบวนการทางกฎหมาย: ร่างกฎหมายมักใช้ภาษาทางเทคนิคที่เข้าใจยาก และกระบวนการนิติบัญญัติมีความซับซ้อน ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าไม่สามารถทำความเข้าใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
ก้าวต่อไป: สร้างกลไกที่แท้จริง
การปิดช่องว่างเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการพัฒนาจากหลายฝ่าย:
- การประชาสัมพันธ์เชิงรุก: หน่วยงานภาครัฐควรประชาสัมพันธ์ข้อมูลร่างกฎหมายที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างทั่วถึง หลากหลายช่องทาง และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
- ขยายช่องทางการมีส่วนร่วม: ควรจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นที่เข้าถึงง่ายในระดับท้องถิ่น และพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานง่ายสำหรับทุกคน รวมถึงการมีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายตาม มาตรา 258 ค.(2)(ข)
- สร้างความโปร่งใส: เปิดเผยข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นและผลการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเสียงของพวกเขานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร
การทำให้ “เสียง” ของประชาชนได้ถูกรับฟังอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน ที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างแท้จริง
