กรุงเทพมหานคร, 20 มิถุนายน 2568 – กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตา เมื่อมีรายงานข่าวการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภากัมพูชา) ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการกระทำที่อาจข้ามขั้นตอนทางการทูต และใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในกิจการของรัฐ แทนที่จะผ่านกลไกปกติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ
เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ธรรมาภิบาล และ ความโปร่งใส ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประชาคมโลก
“โทรส่วนตัว” หรือ “กิจของรัฐ” ประเด็นที่สังคมกังขา
ตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การติดต่อประสานงานระหว่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือความสัมพันธ์ทวิภาคี มักดำเนินการผ่านช่องทางที่เป็นทางการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต เพื่อให้มีบันทึกที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และเป็นไปตามระเบียบการทูตสากล
การที่นายกรัฐมนตรีเลือกใช้ “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ที่มีกับบิดาของตนเอง (อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร) กับอดีตผู้นำของอีกประเทศหนึ่ง ในเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อกิจการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นชายแดน หรือความร่วมมืออื่น ๆ ได้สร้างความคลุมเครือ และนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการตัดสินใจหรือข้อมูลที่ได้จากการสนทนานั้น จะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริงหรือไม่
กลไกตรวจสอบในมือประชาชน ส.ส. และ ส.ว.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้วางกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไว้หลายช่องทาง เพื่อให้แน่ใจว่าการบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล ดังนี้:
- ประชาชนทั่วไป:
- สามารถ ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้สอบสวนว่าการกระทำของนายกฯ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่
- สามารถ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากเห็นว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวนและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาฯ พิจารณาต่อไป
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.):
- การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ: ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (ประมาณ 99 คน) สามารถเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ หากเห็นว่ามีการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่ชอบ หรือขาดธรรมาภิบาล ซึ่งหากได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง
- การอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง: ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (ประมาณ 165 คน) สามารถขอเปิดอภิปรายเพื่อให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสภาได้
- ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.: ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ ส.ส. ทั้งหมด (ประมาณ 124 คน) สามารถยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้
- สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.):
- ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.: ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ ส.ว. ทั้งหมด (ประมาณ 63 คน) สามารถยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนจริยธรรมหรือพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตได้เช่นกัน
- ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ: หากเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ ส.ว. ทั้งหมด (ประมาณ 25 คน) สามารถร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าผิด นายกรัฐมนตรีจะพ้นจากตำแหน่งทันที
- การเปิดประชุมวิสามัญ:
- หากประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญเร่งด่วนและเกิดขึ้นในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละสภา (หรือรวมกัน) สามารถเข้าชื่อกันเพื่อขอให้มีการเปิด ประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะได้
ประเด็นการใช้ “โทรศัพท์ส่วนตัว” ในกิจการของรัฐนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในยุคปัจจุบัน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ในการตรวจสอบและกำกับการบริหารประเทศให้เป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชน
ชานบ้านชานเมือง รายงาน
