แพทองธาร-ฮุน เซน สนทนาอะไรกัน
ในคลิปเสียงสนทนา ระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ความยาว 9 นาทีเศษที่ถูกปล่อยออกมานั้น ผู้เริ่มสนทนาคือ น.ส.แพทองธาร ที่เริ่มจากการทักทายสมเด็จฮุน เซน ว่า “เป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพดีหรือเปล่า”
การสนทนาระหว่างบุคคลระดับนำทั้งสองประเทศนี้ มีคนกลางที่ น.ส.แพทองธาร เรียกว่า “พี่ฮวด” เป็นล่ามแปลภาษาระหว่างภาษาไทยที่ น.ส.แพทองธาร พูด และภาษากัมพูชาที่สมเด็จฮุน เซนพูด
ในช่วงแรกของการพูดคุย น.ส.แพทองธาร ระบุว่า “วันนี้ได้คุยกับพี่ฮวด (ล่าม) เรื่องชายแดน” เธอเชื่อว่าทั้งเธอและสมเด็จฮุน เซน ต่างก็อยากให้ประเทศสงบสุข พร้อมบอกว่าไม่อยากให้สมเด็จฮุน เซน ฟัง “แม่ทัพภาคที่สอง” ของไทย เพราะเป็นคนของฝั่งตรงข้าม
“ไม่อยากให้ uncle (อา) ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้าม อย่างพวกแม่ทัพภาคสอง เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอเป็นฝั่งนั้นก็ไม่อยากให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ” เธออธิบายกับสมเด็จฮุน เซน ตามที่ปรากฏในคลิปเสียง
“เพราะตอนนี้ทางนั้นเขาอยากจะดูเท่ เขาก็จะพูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติค่ะ แต่ว่าจริง ๆ ที่เราต้องการ คือต้องการความสงบสุขให้เกิดขึ้นเหมือนตอนก่อนที่จะปะทะกันตรงชายแดนค่ะ” เธอกล่าวต่อ
“ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว” น.ส.แพทองธาร กล่าวผ่านล่ามแปลภาษา ก่อนกล่าวต่อไปว่า “จริง ๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้”
จากนั้นสมเด็จฮุน เซน จึงตอบผ่านคลิปเสียงสนทนากลับมาเป็นภาษากัมพูชา ซึ่งล่ามแปลว่า “ขั้นตอนที่หนึ่ง อยากให้ชายแดนเปิดปกติเหมือนก่อนเกิดเหตุ” พร้อมอธิบายต่อว่าการปิดชายแดนเกิดจากฝ่ายไทยเป็นผู้เริ่มก่อน ดังนั้น หากฝ่ายไทยถอนคำสั่ง ทางกัมพูชาก็พร้อมจะปฏิบัติตามในการเปิดชายแดนตามปกติ
“เราก็มีความผิดหวังเรื่องหนึ่งแล้วที่การมีปัญหากันที่ช่องบก เราก็พยายามตามที่ฝ่ายไทยต้องการ… แต่ว่าเราถอยแล้ว เราถอนแล้ว เราปรับกำลังแล้ว แต่ฝั่งไทยยังเอาเรื่องด่านมากดดันอีก” ล่ามแปลจากคำกล่าวของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งย้ำอีกว่าหากฝั่งไทยถอนคำสั่งเรื่องการปิดด่าน ฝ่ายกัมพูชาก็จะถอนคำสั่งห้ามสินค้าทางการเกษตร
“ไม่ได้บอกว่าจะทำ”
คำขอโทษถึงคุณลุงฮุนเซน
ขณะที่ น.ส.แพทองธาร กล่าวขอโทษกับสมเด็จฮุน เซน กรณีที่สมเด็จฮุน เซน และ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา และบุตรชายของสมเด็จฮุน เซน เข้าใจว่าฝั่งไทยจะตัดน้ำตัดไฟ โดยระบุว่าการที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาแถลงแบบนั้นเป็นการ “อธิบายขั้นตอนให้ฟัง” ว่าหากเกิดเหตุการณ์ต่อไปแล้วประเทศไทยจะทำอย่างไรบ้าง แต่ “ไม่ได้บอกว่าจะทำ”
ในคลิปเสียงที่หลุดออกมา เธอยังโน้มน้าวให้ผู้นำกัมพูชาออกมาพูดยืนยันเรื่องของการเปิดพรมแดนพร้อมกันกับฝั่งไทย
“ถ้าจะให้มันโอเคทั้งสองฝ่าย เหมือนเราต้องพูดพร้อมกันว่าเราตกลงร่วมกันแล้ว รัฐบาลคุยร่วมกันแล้วว่า จะเปิดทุกอย่างให้กลับมาเป็นปกติได้” น.ส.แพทองธารกล่าว “จะเอาเป็นอิ๊ง กับฮุน มาเนตก็ได้ จะอย่างไรก็ได้ เหมือนว่าเราได้คุยร่วมกัน แล้วทั้งสองฝ่ายเห็นว่าอยากให้เหตุการณ์กลับเป็นปกติ”
ก่อนที่สมเด็จฮุน เซน จะตอบย้ำตามเดิมว่าอยากให้เคลียร์ทหารว่าพร้อมหรือไม่ในการเปิดด่าน เพราะที่ผ่านมาสมเด็จฮุน เซน ก็ต้องการเสถียรภาพ แต่ถูกทหารฝ่ายไทยเริ่มปิดด่านกดดันก่อน ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยระบุว่า “พร้อม”
แพทองธาร ชี้แจงว่าอย่างไร
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวด่วนต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีมีคลิปเสียงการพูดการคุยกับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ยอมรับว่าเป็นคลิปจริงที่พูดคุยกันเมื่อวันอาทิตย์ (15 มิ.ย.) ที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงต่อไปว่าในการพูดคุยวันดังกล่าว ตนได้ทราบข้อมูลมาจากล่ามผู้แปลว่าทาง สมเด็จฮุน เซน โกรธที่แม่ทัพภาคที่ 2 พูดในสื่อก่อนหน้านี้ จึงเข้าใจสถานการณ์และได้กล่าวกับสมเด็จฮุน เซน ว่า “ในเมื่อแม่ทัพภาค 2 พูดอย่างนี้ ทั้งไทย กับกัมพูชา เป็นฝั่งตรงข้ามกันและเกิดการปะทะอยู่แล้ว ก็อย่าไปถือสาเลย”
น.ส.แพทองธาร บอกว่า ได้พยายามทำความเข้าใจว่าสมเด็จ ฮุน เซน โกรธในประเด็นการให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 2 ก่อนหน้านี้ และการกล่าวถึงเรื่องฝ่ายตรงข้ามเป็นเทคนิคในการพูดคุยเจรจา
“คือพยายามจะทำความเข้าใจก่อนว่า เขาโกรธเรื่องนี้นะ และเป็นเทคนิคในการพูดหลังไมค์ หลังบ้านที่เป็นการพูดแบบ private conversation (บทสนทนาส่วนตัว) คุยโทรศัพท์กัน ก็ไม่ควรจะเอามาเปิดเผย เพราะเป็นเทคนิคในการคุยการเจรจาต่อรอง”
นายกฯ กล่าวยืนยันถึงจุดมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง รักษาอธิปไตยเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน การพูดคุยจึงเป็นไป “ด้วยความซอฟต์ ความนุ่มนวล” อีกทั้งเวลาคุยกันส่วนตัว ตนเรียกสมเด็จฮุน เซน ว่า “อังเคิล” แทนตัวเองว่าหลาน เหมือนเช่นการเรียกคนที่ทำงานใน ครม. ที่ทำงานในรุ่นพ่อว่า อา ลุง เป็นปกติ
นายกฯ กล่าวชี้แจงต่อไปว่าเนื้อหาการพูดคุยเป็นการเจรจาเรื่องการเปิดด่านบริเวณชายแดน ที่ได้เสนอการเปิดด่านพร้อมกัน แต่ทางฝ่ายสมเด็จฮุน เซน ปฏิเสธ
“ก็มีการคุยกันตามปกติ ระหว่างที่คุยกัน ไม่แน่ใจว่าเรื่องของไทม์ไลน์ของกองทัพ เป็นอย่างไร ดิฉันก็บอกว่าให้เปิดด่าน ก็บอกว่าได้เลย เปิดพร้อมกันไหม จะได้แสดงสันติภาพว่าจับมือปุ๊บเปิดพร้อมกัน แล้วเขาก็บอกว่าไม่ยอม ดิฉันก็บอกว่า ไม่ยอมได้ยังไง ไทยก็ยอมแล้วนะ ไม่ได้ต่อสู้ ไม่ได้ฮึดฮัดอะไรขึ้นมาเสียหน่อย คือพูดให้เขารู้สึกว่า เราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมเขาถึงไม่ได้ ต้องให้ไทยเปิดก่อน รอ 5 ชม. แล้วเขาถึงจะเปิดตาม เขาเป็นลูกผู้ชายนะ เขาคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว”
บทวิเคราะห์ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ปมคลิปเสียงร้อนฉ่า: ไทย-กัมพูชา ระอุอีกครั้ง กับคำถามถึงบทบาทผู้นำและเดิมพันอธิปไตย”
สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดอีกครั้งในวันนี้ (19 มิถุนายน 2568) หลังเกิดประเด็นร้อนแรงจากคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาบางส่วนของบทสนทนาได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับประเด็นอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ.
ต้นตอของประเด็นร้อน: คลิปเสียง “ฮุนเซน-แพทองธาร”
คลิปเสียงดังกล่าวเผยให้เห็นบทสนทนาที่มีล่ามแปลภาษา ซึ่งระบุชื่อคือ “เขลียง ฮวด” บุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นคนสนิทของทั้งสองตระกูลผู้นำและมีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลกัมพูชา โดยในคลิปเสียงนั้น น.ส. แพทองธาร ได้เรียกชื่อล่ามว่า “พี่ฮวด” อย่างสนิทสนม บทสนทนาในคลิปส่วนหนึ่งมีการกล่าวถึงการปิดด่านพรมแดนของทั้งสองประเทศ แต่สิ่งที่สร้างความกังวลคือเนื้อหาบางช่วงที่อาจตีความได้ว่ามีการหารือในประเด็นที่ละเอียดอ่อน หรืออาจก้าวล่วงไปถึงอำนาจและอธิปไตยของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีข่าวความตึงเครียดบริเวณชายแดน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดชนวนข้อพิพาทเขตแดนที่ยังไร้ข้อสรุป
ปฏิกิริยาจากฝั่งไทย: แถลงการณ์และการเรียกทูต
รัฐบาลไทย โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเวลา 13.30 น. ในวันนี้ (19 มิ.ย. 68) ยืนยันว่ารัฐบาลจะทุ่มเทอย่างที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และพร้อมรับใช้-รักษาชีวิตประชาชนชาวไทยอย่างสุดความสามารถ นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ด่วนไม่ยอมรับการกระทำของสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ปล่อยคลิปเสียงดังกล่าว และได้เรียกทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเข้ามารับหนังสือประท้วงแล้ว
ในส่วนของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและกล่าวขออภัยประชาชนคนไทยจากกรณีคลิปเสียงที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า “รัฐบาล-กองทัพ” เป็นหนึ่งเดียว และพร้อมหนุนทุกด้านในการแก้ไขสถานการณ์
ท่าทีจากฝ่ายความมั่นคง: ผบ.เหล่าทัพสงวนท่าที
นายกรัฐมนตรีได้เรียกฝ่ายความมั่นคงเข้าหารือเป็นการด่วน โดยมีรายงานว่าพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี ภายหลังประชุมคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) อย่างไรก็ตาม ผบ.เหล่าทัพยังคงสงวนท่าทีและได้ส่งเสธ. 3 เหล่าทัพเข้าร่วมการประชุมแทน ซึ่งเป็นที่น่าจับตาถึงบทบาทของกองทัพในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้
ผลกระทบและข้อกังวล:
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะต่อการค้าชายแดนที่มีมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี รวมถึงประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่นายประเสริฐ ระบุว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดในโลก
การวิเคราะห์แนวโน้มการกระทำความผิด: กบฏ หรือ ขบถ ตามกฎหมายอาญา
จากกรณีคลิปเสียงและการตอบสนองของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “กบฏ” หรือ “ขบถ” ตามกฎหมายอาญาของไทยโดยตรงในขณะนี้ เนื่องจากการพิจารณาความผิดฐานดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาจากเจตนา การกระทำ และผลลัพธ์อย่างรอบด้าน
ความแตกต่างระหว่าง “กบฏ” และ “ขบถ” ในทางกฎหมายไทย:
- กบฏ (มาตรา 113 ประมวลกฎหมายอาญา): เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ, ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ, ล้มล้างรัฐบาล, หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
- ขบถ (มักจะใช้ในบริบททางประวัติศาสตร์หรือการเคลื่อนไหวที่ใช้กำลังต่อต้านอำนาจรัฐ): ในทางกฎหมายอาญาปัจจุบัน มักจะถูกพิจารณาภายใต้ความผิดฐานกบฏ หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ การก่อการร้าย หรือการใช้กำลังประทุษร้ายต่อรัฐ
แนวโน้มการพิจารณาในทางกฎหมาย:
การที่นายกรัฐมนตรีมีการสนทนากับผู้นำต่างชาติในประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับอธิปไตย หรือผลประโยชน์ของชาติ โดยที่อาจไม่ได้ผ่านกลไกหรือช่องทางที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็น “กบฏ” หรือ “ขบถ” ในทันที เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายเจตนาและพฤติการณ์ตามองค์ประกอบความผิดที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจถูกนำมาพิจารณาได้แก่:
- การฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: หากการกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเป็นความผิดทางวินัย หรือถูกตรวจสอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่น มาตรา 176 (การกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย) หรือมาตรา 144 (การกระทำที่อาจนำมาซึ่งการถอดถอนออกจากตำแหน่ง)
- การกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียเปรียบของประเทศชาติ: หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าการสนทนาหรือการดำเนินการใด ๆ ของนายกรัฐมนตรีนำไปสู่การที่ประเทศไทยเสียเปรียบในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องเขตแดน อาจมีการพิจารณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประทุษร้ายต่อความมั่นคงของรัฐภายนอก หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
- เจตนาและพฤติการณ์: หัวใจสำคัญในการพิจารณาความผิดฐานกบฏคือ “เจตนา” ในการล้มล้าง หรือเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ หากคลิปเสียงดังกล่าวไม่มีเจตนาในลักษณะดังกล่าว ก็จะไม่เข้าข่ายความผิดฐานกบฏ แต่ก็อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดอื่นได้หากมีการละเมิดกฎหมาย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับเรื่องตรวจสอบ:
ในกรณีที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับเรื่องตรวจสอบ ได้แก่:
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ รวมถึงการกระทำที่ร่ำรวยผิดปกติ
- รัฐสภา (โดยเฉพาะวุฒิสภา): หากมีการร้องขอให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 176, มาตรา 144 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถอดถอน)
- สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน: มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง: เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
- อัยการสูงสุด: มีอำนาจในการสอบสวนและฟ้องคดีอาญา
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI): ในกรณีที่มีการแจ้งความหรือพบข้อมูลที่เข้าข่ายความผิดทางอาญา
- กองทัพ: แม้ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่รับเรื่องตรวจสอบโดยตรงในทางกฎหมายอาญาพลเรือน แต่ในฐานะผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ หากมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง ก็อาจมีบทบาทในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามกรอบของกฎหมาย
สรุป:
สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในวันที่ 19 มิถุนายน 2568 นี้ ยังคงมีความอ่อนไหวสูง และเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด ประเด็นคลิปเสียง “ฮุนเซน-แพทองธาร” ได้สร้างความไม่สบายใจในหมู่ประชาชน และจุดชนวนคำถามถึงความโปร่งใสและบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติของผู้นำ รัฐบาลไทยได้พยายามชี้แจงและยืนยันการปกป้องอธิปไตย แต่กระบวนการตรวจสอบและบทสรุปทางกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปว่าจะมีทิศทางเช่นไร และจะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างไร.
ชานบ้านชานเมือง รายงาน
